ตั้งเป็นหน้าแรก
  
 
 
     
 
 
 
สมัครสมาชิก   ลืมรหัสผ่าน
คลิ๊ก...
 
บทความ
 
 

   
 
 
   

ชั่วชีวิตกับหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยในต่างประเทศ ของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย

ชั่วชีวิตกับหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยในต่างประเทศ
 
 
จำนวนผู้อ่าน 18621 คน  ปรับขนาดอักษร เพิ่มขนาดตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
 


          



         สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อไปถึงบ้านของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ก็คือ หนังสือและเอกสารจำนวนมหาศาลที่วางเต็มแน่นไปทั้งบนหิ้ง ชั้น ตู้ พื้นห้อง ขั้นบันได กระทั่งรุกล้ำเข้าไปถึงห้องนอน เตียงนอน และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ฉะนั้นไม่ว่าใคร จะแลไปทางไหน ก็คงพบแต่หนังสือแออัดไปเสียทั้งสิ้นจนจะหาที่โล่งไม่ได้ ม.ล.มานิจ สะสมหนังสือมานานถึง ๓๐ กว่าปี และใช้ชีวิตแทบทั้งหมดอยู่กับหนังสือจำนวน นับหมื่นนับแสนเล่ม บ้าน “เฉลิมนิจ” คือห้องสมุดส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย ความน่าสนใจไม่ได้จบลงเพียงแค่จำนวนอันเกินนับของหนังสือ อย่างเดียว หากแต่ที่นี่ คือคลังเก็บหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยในต่างประเทศที่ สมบูรณ์น่าภาคภูมิใจยิ่ง ทั้งยากจะหาห้องสมุดใดเทียบได้
         ม.ล.มานิจ ชุมสาย ขณะนี้อายุ ๗๘ ปี (พ.ศ.๒๕๒๙) แต่ยังคงทำงาน หนักกระฉับกระเฉง มีพลังอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติจะเป็นปีใดก็แล้วแต่ คงมีโอกาสได้เห็นนักทำงานท่านนี้ไม่คราวใดก็ คราวหนึ่ง เพราะท่านต้องไปเป็นกรรมการจัดงานอยู่ทุกปี ไม่เช่นนั้นก็อาจ พบเห็น ม.ล.มานิจ ชุมสาย หยุดคุยทักทายกับลูกค้านักอ่านหนังสือชาวไทย ชาวต่างประเทศที่ร้านเฉลิมนิจ ข้างโรงแรมเอราวัณ อย่างสนิทสนม ณ ที่นี้ มานานเป็นสิบๆ ปีแล้ว          “เกิดเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ที่ฉะเชิงเทรา” ม.ล.มานิจ ชุมสาย กล่าว หลังจากหยิบหนังสือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอายุ ๓๐๐ กว่าปี ไล่ขึ้น มาถึงที่เพิ่งพิมพ์เมื่อไม่นานมาให้ทัศนาพร้อมบรรยายเนื้อหาและคุณค่าอยู่นาน พอสมควร
(หมายเหตุ เม.ย. ๒๕๕๓-ม.ล.มานิจ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวายเมื่อ วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ อายุ ๑๐๑ ปี)

         “เกิดที่นั่นเพราะคุณพ่อรับราชการทหาร โยกย้ายไปมาตามที่ต่างๆ ดังนั้น จึงไปเกิดที่ฉะเชิงเทรา ตอนนั้นท่านไปเป็นอัยการทหารบก...พ่อผมชื่อ หม่อมราชวงศ์ นารถ ชุมสาย แม่ชื่อเจิม ตายหมดแล้ว”
เหรียญที่ระลึกซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในโอกาสที่โกษาปาน ราชทูตจากสยามได้ไปเข้าเฝ้าเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ หรือเมื่อ ๓๐๐ ปีมาแล้วพอดี (นับจาก พ.ศ. ๒๕๒๙) เหรียญยังคงมีจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่ โดยใช้แม่พิมพ์เก่าอันเดิมโน้นเป็นแม่แบบ มีหลายราคา ม.ล.มานิจ ชุมสาย ซื้อมาเป็นที่ระลึก
         “การศึกษานะหรือ ก็เรียนไปตามต่างจังหวัด คุณพ่อย้ายไปไหนก็ติดตามไป ด้วย เพราะฉะนั้นไปอยู่หลายจังหวัด ติดตามจากลพบุรี พอโตขึ้นก็ไปอยู่สระบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ แล้วถึงได้กลับเข้ามากรุงเทพ อยู่เทพศิรินทร์พักหนึ่งแล้วออก ไปอีก แล้วกลับเข้ามากรุงเทพอีกที จึงมาอยู่สวนกุหลาบเป็นขั้นสุดท้าย”

         เมื่อสำเร็จการศึกษามัธยม ๘ แล้ว ม.ล.มานิจ ก็สามารถชิงทุนเล่าเรียน หลวงไปศึกษาวิชาอักษรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ระหว่างนั้น ยังได้ข้ามไปเรียนวิชาอื่นๆ จากหลักสูตรพิเศษในฝรั่งเศสและเยอรมนีอีกด้วย เพื่อให้ มีความชำนาญใน ๓ ภาษาพร้อมกัน จากความเพียรนี้ ภายหลัง ม.ล.มานิจ จึงได้ นำเอาความรู้ความปราดเปรื่องมาแต่งหนังสือพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ฝรั่งเศส-ไทย ไทย-ฝรั่งเศส เยอรมัน-ไทย ไทย-เยอรมัน พิมพ์เผยแพร่เป็นที่รู้จัก อย่างแพร่หลาย นอกจากนั้นยังเป็นพื้นทำให้ท่านเสาะหาหนังสือต่างประเทศที่กล่าว ถึงเมืองไทยได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

         ม.ล.มานิจ ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม ปริญญาโท ด้านอักษรศาสตร์และ อนุปริญญาการศึกษาจากทรินนิตี คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ ขณะอายุ ๒๕ ปี จากนั้นก็กลับมารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตำแหน่งหัวหน้าแผนกคุรุศาสตร์ (รักษาการ) อาจารย์ใหญ่ โรงเรียนหอวัง และย้ายไปเป็นข้าหลวงตรวจการศึกษา และเป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ต่อมาได้เป็นอาจารย์ประจำกองวิชาการ จัดทำหลักสูตร ประมวลการสอนแต่งตำรา กับเป็นกรรมการอีกหลายตำแหน่ง

         เมื่ออายุ ๓๒ ปี พ.ศ.๒๔๘๓ ได้เป็นผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โรงเรียนอนุบาลอื่นๆ ของรัฐบาลตามต่างจังหวัด และจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูมัธยม (ปัจจุบันคือวิทยาลัยครูจันทรเกษม) จัดตั้งกองฝึกหัดครู (ปัจจุบันคือ กรมการฝึกหัด ครู) กับทำงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องฝึกหัดครูอีกมากมาย (มีปรากฏรายละเอียดอยู่ใน ปกของหนังสือ ชุด ประวัติศาสตร์ ร.ศ.๑๑๒ อันดับ ๕) กระทั่ง พ.ศ.๒๔๙๐ เมื่อมี อายุ ๓๙ ปี กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ย้ายเข้าไปประจำกระทรวงเพื่อเตรียมการ จัดตั้งกองการสัมพันธ์ต่างประเทศและคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ จึงได้เป็นเลขาธิการคนแรกของคณะกรรมการแห่งชาติฯ และได้เป็น ผู้แทนประเทศไทยไปประชุมองค์การศึกษาฯ สหประชาชาติ ณ กรุงเบรุตและ ฟลอเรนซ์

         พออายุ ๔๒ ปี พ.ศ.๒๔๙๓ องค์การยูเนสโก ก็ได้ขอตัวไปรับราชการประจำ อยู่ ณ กรุงปารีส ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญการตำรา เจ้าหน้าที่พิเศษช่วยเหลือ การศึกษาในประเทศด้อยพัฒนา จัดวางโครงการสู่ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเหลือประเทศ ต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่อมาทางกรมตำรวจสมัยคุณเผ่า ศรียานนท์ ขอตัว มาทำงานด้านตำราให้กรมตำรวจอยู่ราว ๔-๕ ปี จนได้รับยศ พ.ต.ต แล้วกลับไปอยู่ ยูเนสโกอีก

         ระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๐๓ ทางยูเนสโกส่งตัวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำ ประเทศลาว และย้ายเข้ามากรุงเทพฯ ได้ทำงานกับยูเนสโกจนกระทั่งอายุครบ เกษียณเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ จึงออกจากราชการ

         ระหว่างที่ไปเป็นเจ้าหน้าที่ยูเนสโก...เริ่มต้นที่ปารีสนี้เองที่ ม.ล.มานิจ ชุมสาย เริ่มเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ ที่ว่าด้วยเมืองไทย ไม่ว่าจะเขียนโดยคนไทย หรือโดยชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสมัยปัจจุบันหรือย้อนลึกลงไปกระทั่งถึงสมัย กรุงศรีอยุธยา ๓๐๐ กว่าปีมาแล้ว หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของหนังสือ นอก นั้นก็เป็นเอกสาร รูปภาพ ซึ่งหากซื้อมาไม่ได้ก็ต้องอาศัยการก๊อปปี้ หรือถ่ายสำเนา เป็นไมโครฟิล์มมา

         “มันสนใจเรื่อยมา แต่ว่าสนใจทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งใหญ่...ใหญ่มาก” ม.ล.มานิจขยายความให้ฟัง “ครั้งใหญ่มากก็เมื่อมีโอกาสไปอยู่ปารีส เพราะว่าไปอยู่ ปารีสตั้ง ๑๕ ปี มันก็มีเวลาค้นคว้ามาก หนังสือส่วนใหญ่มันอยู่ในปารีส คนที่แต่ง ส่วนใหญ่เราก็รู้กันอยู่แล้ว (ว่าเป็นพวกนักสอนศาสนา นักท่องเที่ยว ทูตานุทูต พ่อค้า ฯลฯ) เมื่อ ๓๐๐ ปีที่แล้วมาเราส่งราชทูตไปปารีส ไปฝรั่งเศส ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ปีนี้เข้าก็ทำแสตมป์ออกมาเห็นแล้วไม่ใช่หรอ (เป็นรูปโกษาปานและคณะเข้า เฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ราคาดวงละ ๘.๕๐ บาท) และรูปเชวาเลีย เดอโชมองต์ เข้า เฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราคาดวงละ ๒ บาท) ทางประเทศฝรั่งเศสเอง ก็ส่งราชทูตมายังเรา ๓ ครั้ง ที่เรารู้จักมากก็คือบาทหลวงเดอ ชัวสี แต่ความจริง แกเป็นตัวรอง ตัวใหญ่คือนายเชวาลิเอ เดอ โชมองต์ แล้วจึงได้มาถึงลาลูแบร์ มาถึง ตาชาร์ด พวกเก่าๆ ๓๐๐ ปีนี่จะพิมพ์ออกมาให้หมด ขณะนี้ก็พิมพ์ออกได้บ้างแล้ว เพื่อจะเผยแพร่ไม่ให้หลักฐานมันสูญหายไป”

         “ตอนเรียนที่เคมบริดจ์นั้นยังไม่ได้เก็บ แต่ว่าก็ได้เห็นในห้องสมุดเสมอๆ ...หนังสือเหล่านี้บ้างก็กระจัดกระจาย อย่างในหอสมุดแห่งชาติของปารีสก็มีคนเอามา ดูกัน เอามาโชว์กัน แล้วก็ได้ไปค้นดู ปรากฏว่ามีหนังสือเรื่องเมืองไทยเยอะแยะ เป็นการเริ่มต้นรู้จัก...ยังไม่ได้สะสม เพราะหนังสือเหล่านี้น่ะมันแพงมาก สะสมไม่ได้ หนังสือบางเล่มอย่างที่ว่านะ...เป็นแสน”

         “ตอนไปอยู่ยูเนสโกตอนนั้นมีเวลารับราชการแล้วก็มีเวลา (และมีเงิน) วันเสาร์วันอาทิตย์หรือตอนเลิกงานแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ตามร้านขายหนังสือเก่าๆ ทุกหนทุกแห่ง มันมีร้านอยู่ทั่วกรุงปารีสตั้งร้อยกว่าแห่ง”

         “แถวแม่น้ำแซง (Seine) นะมันพวกหนังสือเลหลัง ไม่ใช่หนังสือเก่า” ท่าน หมายถึงแม่น้ำมีชื่อของปารีส มีหนังสือวางขายเหมือนคลองหลอดสมัยก่อน “ไม่ใช่ เก่าแท้ ไอ้เก่าแท้นี่มันตกไปอยู่ตามร้านขายหนังสือต่างๆ ร้านขายหนังสือนี่มันก็มี พวกนักเก็บเก็บเอาไปขาย ไม่ได้ขายเฉพาะเรื่องประเทศไทยหรอก หนังสือเก่าทุก ประเทศละ มันเก็บๆ เอาไป เราก็ต้องเที่ยวค้นหา โชคงามยามดีก็ได้เจอหนังสือเก่าๆ ของไทย ซึ่งมันขูดราคาแพงๆ แต่ก็จำเป็นต้องซื้อมา แต่เดี๋ยวนี้น่ะมันเห็นจะหายาก ละ มันงวดหมดแล้ว เพราะว่าไปทุกปีทุกปี เห็นจะตั้ง ๓๐-๔๐ ครั้งแล้วมั้ง มันงวด หมดแล้ว แต่ก่อนนี้มันยังราคาเพียง...” พูดถึงตรงนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ เฉลิมนิจเข้ามาบอกงาน โรงพิมพ์แห่งนี้อยู่ในบริเวณใกล้ห้องสมุด มีหนังสือที่ตีพิมพ์ ออกเผยแพร่กองอยู่เต็มห้อง ใครมีธุระอะไรจะรายงานก็ลุยหนังสือของโรงพิมพ์และ ห้องสมุดเข้ามา กลิ่นของหนังสือสมัยต่างๆ ลอยแตะจมูกอยู่ตลอดเวลา พอเสร็จธุระ แล้ว ม.ล.มานิจก็พาไปเดินดูหนังสือเสียอีกรอบหนึ่งแล้วจึงคุยต่อ...

         “ในสมัยก่อนมันยังเพียงแค่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ฟรังก์นะ เทียบกับเงินไทยก็ ราวๆ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทต่อเล่ม แต่เดี๋ยวนี้ราคานั้นไม่ได้แล้ว...ซื้อไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวนี้ว่ากันเป็นหมื่นๆ แต่บังเอิญเราซื้อเก็บไว้หมดแล้ว มันก็ไม่เดือดร้อนอะไร”

         “หนังสือที่ได้มาโดยไม่คาดฝันมันก็มีบ้างละ เช่นอย่างว่ามันเลหลังเอา หนังสือมาวางบนพื้นดิน บนฟุตบาท บางทีก็เจอะของดี หนังสือเรื่องเมืองไทยนั่น แหละ...เก่าๆ ชนิด ๑๐๐-๒๐๐ ปีนี่แหละ เจอะเสมอละตามไอ้พวกที่ชอบเอามาเลหลัง กลางฟุตบาท ไอ้อย่างนี้ต้องอยู่ปารีสเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะนำเอาหนังสือมาวาง เดินเรื่อยๆ ไป พอไปเจอะเข้าก็ซื้อ”

         “นอกจากปารีสแล้ว อังกฤษก็ไปทั่วหมด เยอรมนี ฮอลันดา เบลเยี่ยมก็ไป มาทั้งนั้น คือไม่รู้ละ ผ่านทางไหนก็พยายามที่จะแวะดูร้านหนังสือเก่า เพราะฉะนั้น การรวบรวมนี่ก็รวบรวมทั่วไปหมด แต่รวบรวมเฉพาะภาษาที่อ่านได้ (เป็นหลัก) คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน” (หนังสือที่เป็นภาษาอื่น มักมีการแปลเป็นฉบับภาษา อังกฤษ หรือฝรั่งเศส เยอรมัน หรือถ่ายทอดกันไปมาทำให้สามารถอ่านรู้เรื่องถึงกัน ได้หมด)

         “หลักเกณฑ์การสะสมยังไง? ก็ไปเจอะก็ซื้อมาเรื่อย คือพยายามค้นหา แต่ ว่าก่อนอื่นไปค้นดูในหอสมุดแห่งชาติที่กรุงปารีส ก็รู้อยู่แล้วว่ามันมีอะไรบ้าง จดๆ มา หมด แล้วก็พยายามเที่ยวได้หา ต้องศึกษาเหมือนกัน ศึกษาประวัติศาสตร์ว่ามีอะไร บ้าง...หอสมุดแห่งชาติที่กรุงปารีสนั่นเป็นที่รวบรวมใหญ่ เมื่อเราจดรายชื่อมาก็ได้รู้จัก ว่าใครเขียนเรื่องอะไรไว้บ้าง แต่เวลานี้มีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งยังรวบรวมไปไม่ถึง คือ วิทยานิพนธ์ของพวกคนไทยที่ไปทำทิ้งๆ ไว้ในประเทศฝรั่งเศส มีเยอะเหมือนกัน”

         ม.ล.มานิจ ชุมสาย ไม่ได้พำนักอยู่แต่ในกรุงปารีสอย่างเดียวเท่านั้น ยังเคย ไปอยู่ในกรุงลอนดอนเป็นเวลานาน หลังจากที่เกษียณอายุใน พ.ศ.๒๕๑๑ แล้ว ท่าน ได้ไปตั้งหลักค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับเมืองไทยที่บ้านของตนในลอนดอน ๓ ปี ค้น เสร็จก็กลับมาเมืองไทย พอปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ก็กลับไปปารีสอีก คราวนี้ไปค้นเอกสาร จากแฟ้มเก่าๆ ซึ่งเก็บไว้ใต้ถุนสถานทูตไทย ช่วงหลังเกษียณนี้นับว่า ม.ล.มานิจ ไม่ ยอมปล่อยเวลาให้ว่างเอาเสียเลยทีเดียว ยังคงตั้งหน้าตั้งตาค้นคว้าเรื่องเมืองไทย อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

         ทั้งลอนดอนและปารีส ทำให้ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ต้องขลุกอยู่ใต้ถุนสถานทูต ไทย และจมอยู่กับกองหนังสือตามหน่วยงานต่างๆ เป็นปีๆ เนื่องจากต้องรวบรวม แฟ้มโต้ตอบต่างๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ทั้งจดทั้งจัดและคัดลอกถ่ายไมโครฟิล์ม เอกสารเหล่านี้อายุ ๑๐๐ กว่าปีขึ้นมา มีทั้งลายมือของขุนนางผู้ใหญ่ของไทย ลายมือ ของเซอร์ ยอน เบาริง ผู้ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็นกงสุลในภาคพื้นยุโรปให้ไทย หลัง จากเคยเป็นราชทูตคนสำคัญของพระนางเจ้าวิคตอเรียมาทำสนธิสัญญาต่างๆ กับไทย เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ มีลายพระหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๔ ทรงเขียนหนังสือโต้ตอบกับ เบาริง ล้วนเป็นเอกสารอันล้ำค่า สุดที่จะประมาณได้

         “ก็เพราะอยู่ยูเนสโก เคยเห็นเขาโยนๆ แฟ้มลงไปเก็บใต้ถุนสถานทูตไทย คือเขาทำเสร็จแล้วเขาก็โยนลงไป ไม่มีใครดูแล พอออกจากราชการแล้วก็ไปอยู่ ปารีส...เช่าบ้านอยู่กับลูกสาว เขาเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นแล้วเลยไปนั่งอ่าน...จึงเป็นคน แรกที่เรียกได้ว่ารู้จักแฟ้มเก่าๆ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ เขาเก็บไว้โดยเขาไม่รู้ตัว ไม่มีใครเคยลงไปค้น ลงไปครั้งแรกต้องไปกวาดขี้ฝุ่น ต้องเอาเซนิคไปโรยเพื่อฆ่าหนู บ้าง ฆ่ามดฆ่าแมลงบ้าง กว่าจะลงไปอ่านได้นี่นะ...”

         ในที่สุดท่านจึงได้พบ ‘แก้ว’ กลางฝุ่น เฉพาะจดหมายโต้ตอบระหว่างรัชกาล ที่ ๔ กับเซอร์ ยอน เบาริงนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งเบาริงเป็นผู้ว่าราชการเกาะฮ่องกงของ อังกฤษ มาจนถึงสมัยเข้ารับราชการกับไทยเลยทีเดียว แฟ้มต่างๆ ที่เบาริงอุตส่าห์ เย็บไว้อย่างเรียบร้อย จึงเลยตกมาอยู่ใต้ถุนสถานทูตไทย (แห่งเก่า ที่แอชเบิร์น เพลช) ด้วย นอกจากจะพบเอกสารของเบาริงแล้ว ม.ล.มานิจ ยังได้สืบเสาะค้นหา ลูกหลานของเบาริง จนกระทั่งที่สุดได้พบผู้สืบสายตระกูลมากมาย มีอยู่คนหนึ่งที่ ท่านได้ถ่ายรูปนำมาลงหนังสือ King Mongkut and Sir John Bowring ปรากฏว่า เป็นถึงชั้นเหลนแล้ว

         สำหรับเอกสารทางการทูตด้านฝรั่งเศส ม.ล.มานิจค้นทางสถานทูตไทย ในฝรั่งเศสไม่พบ แต่กลับไปพบที่ใต้ถุนสถานทูตไทย กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี ท่านกล่าวถึงสาเหตุที่เอกสารอยู่ผิดที่ว่า “คงจะย้ายไปเมื่อปารีสถูกโจมตี (สมัย สงครามโลก) อยู่ครบหมดเชียว บอกให้เขาเอามาเก็บที่กรุงเทพฯ...เก็บที่กระทรวง การต่างประเทศ เพราะของนี้มีค่ามากเท่ากับของเซอร์ ยอน เบาริง เขาก็เอาไปมอบ กับราชทูต ราชทูตจะทำยังไงต่อไปก็ไม่ทราบ แต่ว่าผมถ่ายรูปไว้หมดแล้ว วันดีคืนดี ก็จะพิมพ์ออกมา”

         การถ่ายรูปและถ่ายเอกสาร ถ่ายไมโครฟิล์มดังที่กล่าวถึงนี้ ส่วนใหญ่ท่าน ต้องออกเงินจ้างวานเขาถ่ายให้แทบทั้งสิ้น เพราะต้องแบกหามยกวางกันไม่หวาด ไม่ไหว

         สถานที่ต่างๆ ที่ม.ล.มานิจ ชุมสายได้ตระเวนไปค้นคว้านอกเหนือจากร้าน ค้าหนังสือเก่า ฟุตบาทย่านต่างๆ และสถานทูตแล้ว ยังมีอีกมากมายหลายแห่งนับไม่ ถ้วน เป็นต้นว่ากองจดหมายเหตุ คณะบาทหลวงฝรั่งเศส กองจดหมายเหตุ กระทรวง การโพ้นทะเล โรงเรียนฝรั่งเศสแห่งตะวันออกไกล ห้องสมุดโรงเรียนภาษาตะวันออก แห่งมหาวิทยาลัยซอร์บอน ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์กีเม ทั้งหมดนี้อยู่ในกรุงปารีส

         ทางอังกฤษมีกองจดหมายเหตุสำนักงานที่ดิน ห้องสมุดอินเดียออฟฟิศ ห้อง สมุดบริติช มิวเซียม ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทั้งหมดนี้อยู่ในกรุงลอนดอน แล้วยังประเทศอื่นๆ ก็เช่น เยอรมนี ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม สวิตเซอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา ฯลฯ

         ทุกๆ ปี ม.ล.มานิจจะเดินทางไปยุโรป สำรวจหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมือง ไทยเสมอๆ งานบุ๊คแฟร์ ที่แฟรงเฟิร์ต เยอรมนี ท่านก็เป็นผู้นำคนทำหนังสือจากเมือง ไทยไปร่วมงาน แต่ว่าถึงหนังสือเมืองไทยรุ่นเก่าแล้ว ท่านว่า “๔-๕ ปีหลังนี้ไม่เจอะ ของเก่าๆ เลย งวดหมดแล้ว นักสะสมต่างๆ เก็บเอาไปหมดแล้ว แต่ถ้าเจอะ มันก็เคย มีอยู่แล้ว อยากจะได้อีก ก็ซื้อไม่ไหว ราคามันกลายเป็นหมื่นเป็นแสนไปหมด”... นอกจากนั้นทุกๆ ปีท่านจะต้องจ้างบริษัทเคมีมาอบยาในห้องสมุดเพื่อรักษาหนังสือให้ รอดพ้นจากตัวแมลงหนอนหนังสือด้วย


โต๊ะทำงานของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย เอนกถ่าย พุธ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๙ ขาวดำ ๑๒๓๒

         ม.ล.มานิจ ชุมสาย ยังคงค้นคว้าและเผยแพร่หลักฐานเมืองไทยในต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เกื้อหนุนงานของท่านจากห้องสมุดอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็คือ โรงพิมพ์เฉลิมนิจ

         โรงพิมพ์เฉลิมนิจเกิดขึ้นจากการที่ท่านต้องการความสะดวกในการพิมพ์ แทนที่จะต้องไปจ้างวานผู้อื่น หรือต้องคอยแก้ปัญหาเมื่อหนังสือมาไม่ตรงเวลา และ ทำมาผิดๆ ถูกๆ อันทำให้เสียเวลาและราคาแพงโดยใช่เหตุ ที่สุดท่านก็หาช่างพิมพ์กับ ลูกมือมาตั้งโรงพิมพ์ขึ้น หัวหน้าช่างก็จ้างเอาจากคนที่เคยพิมพ์พจนานุกรมนั่นเอง โรงพิมพ์แห่งนี้ตั้งมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว สามารถพิมพ์หนังสือออกมาได้นับเป็น หมื่นๆ เล่ม ส่วนร้านเฉลิมนิจก็เป็นแหล่งระบายหนังสือ ทั้งที่ผลิตเองและรับมาจาก ผู้อื่น หรือบางครั้งท่านอาจจะเอาหนังสือเก่าซึ่งซื้อหามาจากเมืองนอกวางจำหน่ายไว้ ร้านเฉลิมนิจเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ จำหน่ายทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาต่าง ประเทศ ทั้งอยู่ในทำเลใกล้โรงแรม และย่านธุรกิจอันเฟื่องฟูแถบเอราวัณ ประตูน้ำ เช่นนั้น ทำให้ร้านเฉลิมนิจมีลูกค้าไทยเทศไม่ขาดระยะ นักเลงหนังสือจากประเทศ ต่างๆ ที่อยากได้หนังสือเกี่ยวกับเมืองไทย หากมาแวะเมืองไทยแล้ว ก็มักหาโอกาส มาที่ร้านเฉลิมนิจแห่งนี้เป็นประจำ เมื่อปากต่อปากบอกต่อๆ กันไป ร้านเฉลิมนิจจึง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ส่วนหนังสือเก่าเรื่องเมืองไทยที่ว่าเอามาวางขายนั้น เป็นหนังสือ ที่ ม.ล.มานิจ คัดแล้วว่าเป็นของซ้ำ เมื่อมีหลายชุดท่านจึงแบ่งขายไปบ้าง แต่ก็ไม่ บ่อยครั้งนัก

         ย้อนกลับไปยังหอสมุดแห่งนั้น...เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่จะพรรณนา ได้หมดว่าหนังสือในห้องนี้มีสักเท่าใด มีอะไรบ้าง และอะไรที่น่าสนใจ เพราะทุกเล่ม ทุกชิ้นดูจะน่าสนใจไปหมด

         ม.ล.มานิจ แบ่งกลุ่มหนังสือออกตามความสะดวกแก่การหยิบค้น ๕ กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ กลุ่มภาษาอังกฤษ กลุ่มภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาเขมร-ลาว และ ภาษาไทยเผ่าต่างๆ กับที่มีเป็นพิเศษอีก ๒-๓ ตู้ คือผลงานที่ได้ทำเอาไว้ ทั้งที่แต่งเอง (เช่นพจนานุกรม ๓ ภาษา หนังสือ Direct Method Readers หนังสือชุด ประวัติศาสตร์ไทยที่ค้นได้จากที่ต่างๆ ในต่างประเทศ) และแต่งร่วมกับผู้อื่น หรือ เป็นผู้ควบคุมดูแล รวมแล้วมีไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เล่ม บางเล่มก็เป็นต้นฉบับที่เย็บไว้อย่าง เป็นระเบียบ เช่นต้นฉบับพจนานุกรมที่เขียนด้วยลายมือใช้ดินสอเหลาแหลม เขียน หนังสือตัวเล็กจิ๋ว

         ขณะนี้ ม.ล.มานิจ ยังคงทยอยพิมพ์หนังสือหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยใน ต่างประเทศออกมาโดยไม่ขาดระยะ และมีความสุขอยู่กับเอกสารหนังสือต่างๆ นับแสนเล่ม ไม่รู้เบื่อหน่าย


หนังสือของบาทหลวงตาชาร์ด ซึ่งมาเมืองไทยถึงสามครั้ง ตาชาร์ดได้เขียนบันทึกเอาไว้มากมาย เฉพาะเล่มนี้พิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๖๘๙ หรือ
พ.ศ.๒๒๓๒ ต้นสมัยสมเด็จพระเพทราชาของไทย



รูปวาดลายเส้นในหนังสือของตาชาร์ด (พ.ศ.๒๒๓๒) คลี่ออกมาจากที่พับเอาไว้ ทำให้ได้รูปใหญ่กว่าเล่ม เป็นรูปคณะทูตไทยชุดหนึ่ง
(หลังชุดโกษาปาน) ที่ตาชาร์ดพาไปเข้าเฝ้าโป๊ปอินโนเซนต์ที่ ๑๑ ณ กรุงโรม พ.ศ.๒๒๓๑ ในการนี้คณะทูตได้ถวายพระราชสาสน์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแก่โป๊ปด้วย



รูปวาดลายเส้นอีกรูปหนึ่งที่เกี่ยวกับเมืองไทย สมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่มีกล้องถ่ายรูป (วิชาถ่ายรูปเกิดในสมัย ร.๓ ของไทย)
ช่างวาดและแกะภายลายเส้นในฝรั่งเศสหรือต่างประเทศ วาดรูปตามคำบอกเล่าหรือภาพสเก็ตซ์ของนักเดินทาง รายละเอียดจึงมีผิดเพี้ยนไปมากบ้างน้อยบาง เช่นในภาพนี้ฝรั่งวาดภาพข้างและคนไทยพื้นเพี้ยนไปมาก



ข่าว ร.๕ สิ้นพระชนม์ พร้อมรูปถ่ายขาวดำเมื่อครั้ง ร.๕ เสด็จประพาสยุโรป (ไกลบ้าน) พ.ศ.๒๔๕๐ รูปล่างเป็นรูปทรงถ่ายกับพระราชโอรสที่ลอนดอน
ล่างขวาคือกษัตริย์องค์ใหม่ (ร.๖) ภาพบน ร.๕ ทรงวางท่าให้มอสิเออร์คาโรลัส ดูรัง วาดภาพสี้น้ำมัน ที่เมืองซานเรโม อิตาลี ในปี พ.ศ.๒๔๕๐
จากหนังสือพิมพ์ลิลลัสตราซิยอง ฉบับวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ หน้า ๒๘๖



ภาพขาวดำจากหนังสือลิลลัสตราซิยอง ฉบับวันที่ ๒๔ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๓) หน้า ๔๘๖-๔๘๙ ฝรั่งบรรยายว่า นี่เป็นขบวนแม่ม่าย
๖๐๐ คนของ ร.๕ ในงานพระเมรุ ร.๕ แต่แท้จริงแล้วคือ ขบวนนางร้องไห้ซึ่งมีเป็นครั้งสุดท้ายในแผ่นดินไทยนั่นเอง รูปนี้ถ่ายโดยโรเบิร์ต เลนซ์
ชาวเยอรมัน ซึ่งมาตั้งร้านอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานานและมีชื่อเสียงในการถ่ายรูปมาก



พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๕ ภาพขาวดำจากหนังสือลิลลัสตราซิยอง ฉบับวันที่ ๒๔ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๓)


ขบวนแห่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในงานพระเมรุ ร.๕ ภาพขาวดำจากหนังสือลิลลัสตราซิยอง ฉบับวันที่ ๒๔ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๓)



ที่มา : จากหนังสือเรือง "หนังสือและสมุดคลาสสิค", ผู้แต่ง : เอนก นาวิกมูล, ราคา : 1,000.- , บาร์โค้ด : 9786165081535, จัดจำหน่ายโดย : สำนักพิมพ์แสงดาว


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
2009-05-11
2010-02-11
2010-09-13
2011-08-05
2010-04-24
ไปยัง :


 
   

 
 
บริษัท สำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด
เลขที่ 2 งามวงศ์วาน 47 แยก 2-5-2 ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
tel โทรศัพท์ 0-2954-9841-3 ; fax โทรสาร 0-2954-9844
email e-mail : info@saengdao.com

http://www.saengdao.com/